Skip to content
Blog
20 ตุลาคม 2569th
โดยทีม bnashsandbox · ตรวจทานโดย Nathapol Buddhamongkol

อ่านงบการเงินให้เป็น เริ่มจากคำถาม ไม่ใช่ตัวเลข

อ่านงบการเงินหุ้นอย่างไรให้เข้าใจ เริ่มจากคำถาม 4 ข้อ แล้วใช้งบ 3 งบตอบ พร้อมตัวอย่างบริษัทสมมติที่คำนวณให้ดูทีละขั้น

เนื้อหาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

เปิดรายงานประจำปีของบริษัทหนึ่งแห่ง คุณจะเจอตัวเลขหลายร้อยบรรทัด คนส่วนใหญ่เริ่มจากหน้าแรกแล้วไล่ลงไป จนถึงหน้า 30 ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเลขไหนสำคัญ

วิธีที่ใช้ได้จริงกว่าคือกลับด้าน ตั้งคำถามก่อน แล้วค่อยเปิดงบเพื่อหาคำตอบ งบการเงินเป็นเหมือนคลังข้อมูล ถ้าไม่รู้ว่าจะหาอะไร ก็จะเห็นแต่ตัวเลข

บทความนี้ใช้บริษัทสมมติ 2 แห่ง คือ บริษัท ก และ บริษัท ข ตัวเลขทุกตัวเป็นตัวเลขสมมติ หน่วยเป็นล้านบาท

งบ 3 งบ ตอบคำถามคนละข้อ

ก่อนตั้งคำถาม ควรรู้ก่อนว่างบแต่ละงบทำหน้าที่อะไร

งบกำไรขาดทุน: ช่วงเวลานี้ทำกำไรได้เท่าไร

งบนี้ครอบคลุมช่วงเวลา เช่น 1 ปี เริ่มจากรายได้ หักต้นทุนและค่าใช้จ่ายทีละชั้น จนเหลือกำไรสุทธิ สิ่งที่ต้องจำคือ กำไรตามบัญชีบันทึกตามเกณฑ์คงค้าง รายได้ที่บันทึกแล้วอาจยังไม่ได้รับเป็นเงินสด

งบฐานะการเงิน: ณ วันหนึ่ง บริษัทมีอะไรและเป็นหนี้ใคร

งบนี้เป็นภาพนิ่ง ณ วันสิ้นงวด สมการที่ต้องเท่ากันเสมอคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ ฝั่งซ้ายบอกว่าเงินทุนไปอยู่ที่ไหน ฝั่งขวาบอกว่าเงินทุนมาจากใคร

งบกระแสเงินสด: เงินสดเข้าออกจริงเท่าไร

งบนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน เป็นงบที่ช่วยตรวจว่ากำไรในงบกำไรขาดทุนกลายเป็นเงินสดหรือยัง

คำถาม 4 ข้อ ก่อนเปิดงบ

1. บริษัทหารายได้จากอะไร และรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากไหน เปิดงบกำไรขาดทุนคู่กับหมายเหตุประกอบงบที่แยกรายได้ตามส่วนงาน

2. กำไรกลายเป็นเงินสดไหม เทียบกำไรสุทธิกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน

3. เงินทุนมาจากหนี้หรือจากเจ้าของมากกว่า ดูงบฐานะการเงิน

4. เงินสดที่ได้มาไปอยู่ที่ไหน ดูกิจกรรมลงทุนและกิจกรรมจัดหาเงิน ว่าเงินไปลงทุนต่อ จ่ายหนี้ หรือจ่ายเงินปันผล

คำถามชุดนี้ไม่ได้บอกว่าบริษัทไหนเหนือกว่า แต่ช่วยให้คุณรู้ว่ากำลังมองหาอะไรในงบ

ตัวอย่าง: บริษัท ก ทีละขั้น

ขั้นที่ 1 งบกำไรขาดทุน

รายการล้านบาท
รายได้1,000
ต้นทุนของรายได้(600)
กำไรขั้นต้น400
ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน(250)
กำไรจากการดำเนินงาน150
ดอกเบี้ยจ่าย(20)
กำไรก่อนภาษี130
ภาษีเงินได้ 20%(26)
กำไรสุทธิ104

อัตรากำไรแต่ละชั้น

  • อัตรากำไรขั้นต้น = 400 ÷ 1,000 = 40%
  • อัตรากำไรจากการดำเนินงาน = 150 ÷ 1,000 = 15%
  • อัตรากำไรสุทธิ = 104 ÷ 1,000 = 10.4%

ตัวเลขสามชั้นนี้ตอบคำถามข้อ 1 ได้บางส่วน คือบริษัทเหลือกำไรเท่าไรจากรายได้ทุก 100 บาท แต่ยังไม่ตอบว่ากำไรนั้นเป็นเงินสดหรือยัง

ขั้นที่ 2 กำไรกลายเป็นเงินสดไหม

กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (วิธีทางอ้อม) เริ่มจากกำไรสุทธิ แล้วปรับรายการที่ไม่ใช่เงินสด

รายการล้านบาท
กำไรสุทธิ104
บวก ค่าเสื่อมราคา36
หัก ลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น(50)
หัก สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น(30)
กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน60

ตรวจ: 104 + 36 − 50 − 30 = 60

อัตราส่วนเงินสดต่อกำไร = 60 ÷ 104 = 0.58 เท่า

แปลว่ากำไร 100 บาท กลายเป็นเงินสดจากการดำเนินงานประมาณ 58 บาท ส่วนที่หายไปส่วนใหญ่ไปค้างอยู่ในลูกหนี้และสินค้าคงเหลือ ปีเดียวยังสรุปอะไรไม่ได้ อาจเป็นเพราะบริษัทกำลังขยายงาน แต่ถ้าเห็นแบบนี้หลายปีติดกัน คำถามต่อไปคือ ลูกค้าจ่ายเงินช้าลงหรือเปล่า

ขั้นที่ 3 เงินทุนมาจากไหน

รายการ ณ สิ้นปีล้านบาท
สินทรัพย์รวม1,500
หนี้สินรวม700
ส่วนของเจ้าของ800

ตรวจสมการ: 700 + 800 = 1,500

หนี้สินต่อส่วนของเจ้าของ = 700 ÷ 800 = 0.875 หรือประมาณ 0.88 เท่า

หนี้สินรวมไม่ได้มีภาระดอกเบี้ยทั้งหมด ในตัวอย่างนี้สมมติว่าเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยมี 400 ล้านบาท ที่เหลือเป็นเจ้าหนี้การค้าและหนี้สินอื่น ถ้าต้องการดูเฉพาะหนี้ที่มีดอกเบี้ย ให้ใช้ 400 ÷ 800 = 0.5 เท่า ตัวเลขสองแบบนี้ตอบคำถามต่างกัน จึงต้องระบุเสมอว่าใช้นิยามไหน

เทียบกับ บริษัท ข

สมมติว่า บริษัท ข มีกำไรสุทธิเท่ากัน คือ 104 ล้านบาท แต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็น 130 ล้านบาท

อัตราส่วนเงินสดต่อกำไร = 130 ÷ 104 = 1.25 เท่า

สองบริษัทมีกำไรเท่ากัน ถ้าดูแค่บรรทัดกำไรสุทธิจะเห็นว่าเหมือนกัน แต่คำถามข้อ 2 ให้คำตอบต่างกันมาก บริษัท ข อาจเก็บเงินจากลูกค้าได้เร็วกว่า หรือมีค่าเสื่อมราคาสูงกว่า ทั้งสองเหตุผลต้องไปอ่านหมายเหตุประกอบงบต่อจึงจะรู้

นี่คือเหตุผลที่เราบอกว่าให้เริ่มจากคำถาม ตัวเลขบรรทัดเดียวทำให้สองบริษัทดูเหมือนกัน แต่คำถามทำให้เห็นความต่าง

หมายเหตุประกอบงบ: ที่ที่คำตอบจริงอยู่

หลายคนข้ามหมายเหตุประกอบงบเพราะยาว แต่ข้อมูลที่ตอบคำถามทั้ง 4 ข้อส่วนใหญ่อยู่ในนี้

  • นโยบายการบัญชี เช่น บริษัทรับรู้รายได้เมื่อไร
  • รายการที่เกิดครั้งเดียว เช่น กำไรจากการจำหน่ายที่ดิน หรือผลขาดทุนจากการด้อยค่า ซึ่งทำให้กำไรปีนั้นไม่ใช่ภาพปกติ
  • รายละเอียดเงินกู้ อัตราดอกเบี้ย และวันครบกำหนด
  • ข้อมูลตามส่วนงาน ว่ารายได้มาจากธุรกิจไหน

ถ้าอ่านงบกำไรขาดทุนแล้วสงสัยว่าทำไมกำไรปีนี้กระโดด หมายเหตุประกอบงบมักมีคำตอบ

สิ่งที่งบการเงินบอกไม่ได้

  • อนาคต งบเป็นข้อมูลอดีต ตัวเลขปีหน้าขึ้นกับสมมติฐานที่คุณตั้งเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่บทความ DCF: สมมติฐานสำคัญกว่าสูตร อธิบายไว้
  • คุณภาพผู้บริหารและความได้เปรียบในการแข่งขัน งบสะท้อนผลลัพธ์ ไม่ได้บอกสาเหตุทั้งหมด
  • สิ่งที่ไม่ได้บันทึกในงบ เช่น ชื่อเสียงของแบรนด์ที่บริษัทสร้างเอง หรือความเสี่ยงที่ยังไม่เกิด
  • ราคาตลาด งบบอกว่าบริษัททำอะไรได้ ไม่ได้บอกว่าราคาตลาดสะท้อนอะไรไว้แล้ว ถ้าอยากเชื่อมสองเรื่องนี้ ลองอ่าน กรอบมูลค่าจากโมเดล และ กรณี P/E ต่ำ 4 แบบ

FAQ

ควรอ่านงบไหนก่อน

ไม่มีลำดับที่ตายตัว แต่ถ้าเริ่มจากคำถาม คำถามจะบอกเองว่าต้องเปิดงบไหน คนที่เพิ่งเริ่มมักเริ่มจากงบกำไรขาดทุนเพราะคุ้นที่สุด แล้วใช้งบกระแสเงินสดตรวจว่ากำไรเป็นเงินสดหรือยัง

ต้องดูย้อนหลังกี่ปี

ปีเดียวบอกได้น้อยมาก ตัวอย่างในบทความนี้ใช้ปีเดียวเพื่อให้เห็นวิธีคำนวณ เวลาศึกษาจริงควรดูหลายปีต่อกัน เพื่อแยกว่าอะไรเป็นแนวโน้มและอะไรเป็นเหตุการณ์ครั้งเดียว จำนวนปีที่พอเป็นเกณฑ์ที่คุณตั้งเอง

กำไรสุทธิเป็นบวก แต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ แปลว่าอะไร

แปลว่ามีเงินไปค้างอยู่ในรายการอย่างลูกหนี้หรือสินค้าคงเหลือมากกว่ากำไรที่ทำได้ ยังสรุปไม่ได้ว่าดีหรือไม่ดี ต้องอ่านหมายเหตุประกอบงบต่อว่าเกิดจากการขยายงาน หรือเกิดจากลูกค้าจ่ายเงินช้า

ลองคำนวณเอง

ลองตั้งคำถาม 4 ข้อนี้กับบริษัทที่คุณกำลังศึกษา แล้วลองคำนวณกรอบมูลค่าด้วยตัวเองใน DAVI เครื่องมือศึกษามูลค่าหุ้น

DAVI เป็นเครื่องมือเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน — คุณตัดสินใจเอง

ข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผลคำนวณขึ้นอยู่กับสมมติฐานที่ผู้อ่านกำหนด บทความนี้ใช้ AI ช่วยเรียบเรียง และตรวจทานโดยทีม bnashsandbox ก่อนเผยแพร่