bnashsandbox
Blog
25 สิงหาคม 2569th

เงินเฟ้อ -0.1% + หนี้ 87.5% + GDP 1.9%: ไทยเดินซ้ำรอยญี่ปุ่นหรือเปล่า?

เงินเฟ้อ -0.1% + หนี้ 87.5% + GDP 1.9%: ไทยเดินซ้ำรอยญี่ปุ่นหรือเปล่า?

เนื้อหาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

ลองสังเกตตัวเลขสองชุดนี้ควบคู่กัน: เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 โตเพียง +1.9% — ต่ำที่สุดในอาเซียน ขณะที่เกาหลีใต้ขยายตัว +3.7% และจีน +4.3% — แต่พร้อมกันนั้น อัตราเงินเฟ้อไทย ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ -0.1% ติดลบ

ตัวเลขทั้งสองดูเผินๆ เหมือนไม่ได้เลวร้าย: โตช้าหน่อยแต่ของก็ไม่แพง ชีวิตพอจะอยู่ได้ แต่ถ้าดูให้ลึกกว่านั้น มันบอกเรื่องที่น่ากังวลกว่ามาก — เป็นสัญญาณว่า ความต้องการซื้อภายในประเทศกำลังอ่อนแอลงอย่างเงียบๆ ไม่ใช่ราคาถูกเพราะประสิทธิภาพ แต่เพราะคนไม่มีกำลังซื้อพอ

นำมาชนกับอีกตัวเลข: หนี้ครัวเรือนไทย 87.5% ของ GDP ณ สิ้นปี 2568 และข่าวสัปดาห์นี้รายงานว่าสินเชื่อในระบบ ติดลบยาวนานถึง 15 ไตรมาส — แปลว่าธนาคารปล่อยกู้ใหม่น้อยกว่าที่ได้คืนมา ติดต่อกันเกือบสี่ปีเต็ม

ไม่ใช่ความบังเอิญที่ตัวเลขสามตัวนี้มาพร้อมกัน มันบอกเรื่องเดียวกันในสามมุม และมุมนั้นมีชื่อเรียกในตำราเศรษฐศาสตร์ว่า "Balance Sheet Recession" หรือ "ภาวะถดถอยจากงบดุล" — สิ่งที่ญี่ปุ่นเผชิญมาหลายทศวรรษ จนเป็นที่มาของคำว่า "ทศวรรษที่สูญหาย" และ GDP ไตรมาส 2/2569 ของญี่ปุ่นอยู่ที่ +0.6% เป็นภาพที่ไม่มีใครอยากเดินตาม

---

📍หนึ่ง: หนี้สูงทำให้ครัวเรือนกลายเป็น "เครื่องดูดเงิน" ออกจากเศรษฐกิจ

ลองนึกภาพง่ายๆ: ถ้ารายได้ 30,000 บาทต่อเดือน แต่ต้องจ่ายหนี้ 12,000 บาท คุณจะไปใช้จ่ายในร้านอาหาร ซื้อของใช้ หรือเที่ยวเท่าไหร่? คำตอบคือน้อยลงมาก และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับประเทศ

เมื่อหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 87.5% ของ GDP รายได้จำนวนมากของครัวเรือนไทยถูก "ดูด" เข้าสู่การชำระหนี้แทนที่จะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า *Debt Overhang* — หนี้ที่หนักเกินไปจนกดทับการเติบโต ทำให้ทุกบาทที่สร้างรายได้ใหม่ไม่ได้ถูกใช้จ่ายต่อ แต่ถูกดูดไปชำระคืนก่อน

ผลที่ตามมาคือ แม้ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำ คนก็ไม่กู้เพิ่มเพื่อใช้จ่ายหรือลงทุน เพราะแค่จ่ายหนี้เก่าก็หืดขึ้นคอแล้ว นั่นคือเหตุผลที่สินเชื่อในระบบติดลบมา 15 ไตรมาส — ไม่ใช่ธนาคารไม่ยอมปล่อยกู้ แต่ ความต้องการกู้จากฝั่งครัวเรือนและ SME หดตัวลงต่อเนื่อง

---

📍สอง: เงินเฟ้อ -0.1% ไม่ใช่ข่าวดี — มันคือสัญญาณอ่อนแรง

เงินเฟ้อต่ำหรือติดลบมักถูกตีความว่า "ดี" เพราะของถูก แต่ในโลกเศรษฐศาสตร์มีสองแบบ:

  • เงินเฟ้อต่ำแบบดี: เกิดจากผลิตภาพเพิ่มขึ้น เทคโนโลยีลดต้นทุน ของถูกลงแต่คนยังซื้อได้และซื้อมากขึ้น
  • เงินเฟ้อต่ำแบบแย่: เกิดจากความต้องการซื้อหดตัว ราคาขึ้นไม่ได้เพราะคนไม่มีเงินจ่าย ธุรกิจกำไรบาง SME ทนไม่ไหวก็ปิดตัว

เมื่อดูควบคู่กับข้อมูลสัปดาห์นี้ — โรงงานและธุรกิจรายเล็กปิดตัว หนี้ NPL อยู่ในเกณฑ์น่าเป็นห่วง สินเชื่อติดลบ — เงินเฟ้อ -0.1% ของไทยน่าจะเป็น แบบที่สอง: สัญญาณว่ากำลังซื้อในระบบกำลังหด ไม่ใช่ว่าเราผลิตได้ถูกลง

เปรียบเทียบกับสหรัฐ: เงินเฟ้อ +3.4% ณ กรกฎาคม 2569 — ยังสูงกว่าเป้า แต่นั่นบอกว่าความต้องการซื้อยังมีแรงพอที่ราคาจะขึ้นได้ นโยบายของเฟดและไทยแบงก์จึงต้องเผชิญโจทย์คนละข้อ ทั้งสองประเทศอยู่ในจักรวาลเงินเฟ้อคนละใบ

---

📍สาม: K-Shape ทำให้ตัวเลข GDP ซ่อนความจริงไว้

GDP +1.9% ของไทยดูเหมือนยังบวก แต่ข่าวสัปดาห์นี้ชี้ชัดว่า ประเทศไทยกำลังโตแบบ K-shape — รูปตัว K ที่แขนบนกับแขนล่างวิ่งไปคนละทิศ:

อ่านต่อฟรี — แค่สมัครสมาชิก

สรุปข่าวการลงทุนแบบนี้ทุกเช้า อ่านเต็มทุกฉบับฟรี เพียงกรอกอีเมลครั้งเดียว

อยากได้ส่งตรงเข้าอีเมลทุกเช้า พร้อมเลือกประเทศที่สนใจ? → สมัคร DAVI Elite